ข้อบังคับของอัล-อิศลาหสมาคม
หมวดที่ 1
ความทั่วไป
ข้อ 1. สมาคมนี้มีชื่อว่า “อัล-อิศลาหฺสมาคม” ใช้อักษรย่อว่า “ออส.” ชื่อภาษาอังกฤษว่า AL-ISLAH ASSOCIATION
ข้อ 2. เครื่องหมายของสมาคม เป็นรูปวงกลม ตรงกลางมีอักษรภาษาอาหรับ อ่านว่า อัล-อิศลาหฺ ด้านบน มีข้อความว่า “อัล-อิศลาหฺสมาคม” ด้านล่าง มีข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า AL-ISLAH ASSOCIATION

ข้อ 3. สํานักงานใหญ่ของสมาคม ตั้งอยู่บริเวณมัสยิดอันซอริชซุนนะห์ เลขที่ 60/1 ริมคลองบางกอกน้อย แขวงอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700
ข้อ 4. วัตถุประสงค์ของสมาคม เพื่อ
4.1 เผยแผ่ศาสนาอิสลาม ตามหลักการของศาสนา
4.2 ส่งเสริมความสามัคคีและการกีฬาอันไม่ขัดต่อบัญญัติอิสลาม
4.3 ป้องกันและรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงแห่ศาสนาอิสลาม
4.4 รับอัลซะกาตและจัดสรรตลอดจนการอุทิศอื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของพี่น้องอิสลาม
ตามขอบเขตแห่งบทบัญญัติอิสลาม และเพื่อใช้จ่ายในการกุศลสาธารณะ เช่น อุดหนุน
การศึกษา ช่วยเด็กกําพร้า แม่หม้าย ฯลฯ ตามระเบียบที่คณะกรรมการอํานวยการได้ตราขึ้น
4.5 สงเคราะห์ผู้ประสบภัยพิบัติ และเกื้อกูลสมาชิกที่ตกอยู่ในความทุกข์ยากตามสมควรแก่ฐานะ
และความจําเป็น
4.6 สมาคมนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง
หมวดที่ 2
สมาชิก
ข้อ 5. สมาชิกของสมาคม มี 3 ประเภท คือ
5.1 สมาชิกสามัญ ได้แก่ ผู้นับถือศาสนาอิสลามทั่วไป
5.2 สมาชิกตลอดชีพได้แก่สมาชิกที่ชำระค่าบำรุงให้แก่สมาคมครั้งเดียว
5.3 สมาชิกกิตติมศักดิ์ ได้แก่ บุคคลผู้ทรงเกียรติ หรือทรงคุณวุฒิ หรือ ผู้มีอุปการคุณแก่ สมาคม ซึ่ง คณะกรรมการลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม
ข้อ 6. สมาชิกจะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้
6.1เป็นผู้ที่บรรลุนิติภาวะ
6.2 เป็นผู้เลื่อมใสในวัตถุประสงค์ของสมาคมโดยบริสุทธิ์ใจและพร้อมที่จะปฏิบัติตามระเบียบต่างๆของสมาคมทุกประการ
6.3 เป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย
6.4 ไม่เป็นโรคที่สังคมรังเกียจ
6.5 ไม่ต้องคําพิพากษาของศาลถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือต้องโทษจําคุก ยกเว้นความผิดฐานประมาท หรือลหุโทษ การต้องคํา พิพากษาของศาลถึงที่สุดในกรณีดังกล่าว จะต้องเป็นในขณะที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกหรือในระหว่างที่เป็นสมาชิกของสมาคมเท่านั้น
ข้อ 7. ค่าลงทะเบียนและค่าบํารุงสมาคม
7.1 สมาชิกสามัญจะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรก 50 บาทและเสียค่าบํารุงเป็นรายปีๆละ 150 บาท สำหรับผู้ที่มีอายุ 60 ขึ้นไปสามารถสมัครสมาชิกตลอดชีพได้จ่ายค่าบำรุงครั้งเดียว 1,500 บาท
7.2 สมาชิกตลอดชีพเป็นจะต้องเสียค่าลงทะเบียนครั้งแรกและค่าบำรุงครั้งเดียวตามการพิจารณาของคณะกรรมการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจโดยไม่สร้างความเดือดร้อนกับสมาชิกและได้รับการยอมรับในที่ประชุมใหญ่
7.3 สมาชิกกิตติมศักดิ์ไม่ต้องเสียค่าลงทะเบียนและค่าบํารุงสมาคมแต่อย่างใดทั้งสิ้น
ข้อ 8. การสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ให้ผู้ประสงค์จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมาคม ยื่นใบสมัคร ตามแบบของสมาคมต่อเลขานุการ โดยมีสมาชิกสามัญรับรองอย่างน้อยกว่า 1 คน และให้เลขานุการติด ประกาศรายชื่อผู้สมัครไว้ ณ สํานักงานของสมาคมเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้สมาชิกอื่น ๆ ของ สมาคมจะได้คัดค้านการสมัครนั้น เมื่อครบกําหนดประกาศแล้วก็ให้เลขานุการนําใบสมัครและหนังสือ คัดค้านของสมาชิก (ถ้ามี) เสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการเพื่อพิจารณาอนุมัติว่าจะรับหรือไม่รับเข้าเป็น สมาชิกของสมาคมและเมื่อคณะกรรมการพิจารณาการสมัครแล้ว ผลเป็นประการใด ให้เลขานุการเป็นผู้ แจ้งให้ผู้สมัครทราบโดยเร็ว
ข้อ 9. ถ้าคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติให้รับผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิก ก็ให้ผู้สมัครนั้นชําระเงินค่าลงทะเบียน และค่าบํารุงสมาคมให้เสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งจากเลขานุการ และสมาชิกภาพของผู้สมัคร นั้น ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ผู้สมัครได้ชําระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบํารุงสมาคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ถ้า ผู้สมัครไม่ชําระเงินค่าลงทะเบียนและค่าบํารุงภายในกําหนด ก็ให้ถือว่าการสมัครคราวนั้นเป็นอันยกเลิก
ข้อ 10. สมาชิกภาพของสมาชิกกิตติมศักดิ์ ให้เริ่มนับตั้งแต่วันที่หนังสือตอบรับคําเชิญของผู้ที่ คณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้เชิญเข้าเป็นสมาชิกของสมาคมได้มาถึงยังสมาคม
ข้อ 11. สมาชิกภาพของสมาชิกให้สิ้นสุดลงด้วยเหตุดังต่อไปนี้
11.1 ตาย
11.2 ลาออก โดยยื่นหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการและคณะกรรมการได้
พิจารณาอนุมัติ และสมาชิกผู้นั้นได้ชําระหนี้สินที่ยังติดค้างอยู่กับสมาคมเป็นที่เรียบร้อย
11.3 ขาดคุณสมบัติสมาชิก
11.4 ค้างค่าบำรุงสมาชิกติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปีเมื่อได้รับการทวงถามจากสมาคมแล้ว 3 ครั้งก็ยัง
มิได้จัดการชำระให้ ก็ให้เหรัญญิกเสนอรายชื่อผู้นั้นต่อที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อพิจารณาต่อไป
11.5 ที่ประชุมใหญ่ของสมาคมหรือคณะกรรมการได้พิจารณาลงมติให้ลบชื่อออกจากทะเบียน
เพราะสมาชิกผู้นั้นได้ประพฤตินําความเสื่อมเสียมาสู่สมาคม
ข้อ 12. สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก
12.1 มีสิทธิเข้าใช้สถานที่ของสมาคมโดยเท่าเทียมกัน
12.2 มีสิทธิเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการดําเนินการของสมาคมต่อคณะกรรมการ
12.3 มีสิทธิได้รับสวัสดิการต่าง ๆ ที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
12.4 มีสิทธิเข้าร่วมประชุมใหญ่ของสมาคม
12.5 สมาชิกสามัญมีสิทธิในการเลือกตั้ง หรือได้รับการรับเลือกตั้ง หรือ แต่งตั้งเป็นกรรมการ
สมาคมและมีสิทธิออกเสียงลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมได้คนละ 1 คะแนนเสียง
12.6 มีสิทธิร้องขอต่อคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบเอกสารและบัญชีทรัพย์สินของสมาคม
12.7 มีสิทธิเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 20 คนของสมาชิกสามัญทั้งหมด ร้องขอต่อคณะกรรมการให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญได้
12.8 มีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามระเบียบปฏิบัติและข้อบังคับของสมาคมโดยเคร่งครัด
12.9 มีหน้าที่ประพฤติตนให้สมเกียรติที่เป็นสมาชิกของสมาคม
12.10 มีหน้าที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการดําเนินกิจการต่าง ๆ ของสมาคม
12.11 มีหน้าที่ร่วมกิจกรรมที่สมาคมได้จัดให้มีขึ้น
12.12 มีหน้าที่ช่วยเผยแพร่ชื่อเสียงของสมาคมให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย
หมวดที่ 3
การดำเนินกิจการของสมาคม
ข้อ 13. ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง ทําหน้าที่บริหารกิจการของสมาคมมีจํานวนอย่างน้อย 9 คน อย่างมากไม่เกิน 15 คน คณะกรรมการนี้ต้องเป็นสมาชิกสามัญที่ได้มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ของสมาคม และให้ผู้ที่ได้รับเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่ เลือกตั้งกันเองเป็นนายกสมาคม 1 คน และอุปนายก 2 คน เข้าดํารงตําแหน่งกรรมการในตําแหน่งอื่น ๆ ให้นายกสมาคมเป็นผู้แต่งตั้ง ผู้ที่ได้รับเลือกจากที่ประชุม ใหญ่ เข้าดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ของสมาคม ตามที่ได้กําหนดไว้ ซึ่งตําแหน่งของกรรมการสมาคมมีตําแหน่ง และหน้าที่โดยสังเขปดังต่อไปนี้
13.1 นายกสมาคม ทําหน้าที่เป็นหัวหน้าในการบริหารกิจการของสมาคมเป็นผู้แทนสมาคมใน
การติดต่อกับบุคคลภายนอก และทําหน้าที่เป็นประธานในที่ประชุมคณะกรรมการและการประชุมใหญ่ของสมาคม
13.2 อุปนายก ทําหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายกสมาคมในการบริหารกิจการของสมาคม ปฏิบัติตาม
หน้าที่ที่นายกสมาคมได้มอบหมาย และทําหน้าที่แทนนายกสมาคม เมื่อนายกสมาคมไม่อยู่ หรือไม่สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ แต่การทําหน้าที่แทนนายกสมาคม ให้อุปนายกสมาคมตามลําดับตําแหน่งเป็นผู้กระทําการแทน
13.3 เลขานุการ ทําหน้าที่เกี่ยวกับงานธุรการของสมาคมทั้งหมด เป็นหัวหน้าเจ้าหน้าที่ของ
สมาคมในการปฏิบัติกิจการของสมาคมและปฏิบัติตามคําสั่งของนายกสมาคม ตลอดจนทําหน้าที่เป็นเลขานุการในการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม
13.4 เหรัญญิก มีหน้าที่เกี่ยวกับการเงินทั้งหมดของสมาคม เป็นผู้จัดทําบัญชีรายรับ รายจ่าย
บัญชีงบดุลของสมาคม และเก็บเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ของสมาคมไว้เพื่อตรวจสอบ
13.5 ปฏิคม มีหน้าที่ในการให้การต้อนรับแขกสมาคม เป็นหัวหน้าในการจัดเตรียมสถานที่ของ
สมาคมและจัดเตรียมสถานที่ประชุมต่าง ๆ ของสมาคม
13.6 นายทะเบียน มีหน้าที่เกี่ยวกับทะเบียนสมาชิกทั้งหมดของสมาคม ประสานงานกับ
เหรัญญิกในการเรียกเก็บเงินค่าบํารุงสมาคมจากสมาชิก
13.7 ประชาสัมพันธ์ มีหน้าที่เผยแพร่กิจการและชื่อเสียงเกียรติคุณของสมาคมให้สมาชิกและ
บุคคลโดยทั่วไปให้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย
13.8 กรรมการตําแหน่งอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรกําหนดให้มีขึ้นโดยมีจํานวนเมื่อรวมกับตําแหน่งกรรมการตามข้างต้นแล้ว จะต้องไม่เกินจํานวนที่ข้อบังคับได้กําหนดไว้ แต่ถ้าคณะกรรมการมิได้กําหนดตําแหน่งก็ถือว่าเป็นกรรมการกลาง
ข้อ 14. คณะกรรมการของสมาคมสามารถอยู่ในตําแหน่งได้คราวละ 4 ปี และเมื่อคณะกรรมการอยู่ใน ตําแหน่งครบกําหนดตามวาระแล้ว แต่คณะกรรมการชุดใหม่ยังไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทาง
ราชการ ก็ให้คณะกรรมการที่ครบกําหนดตามวาระรักษาการไปพลางก่อน จนกว่าคณะกรรมการชุดใหม่จะ ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ให้ทําการส่งและรับมอบงานกันระหว่าง คณะกรรมการชุดเก่าและคณะกรรมการชุดใหม่ให้เป็นที่เสร็จสิ้นภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่คณะกรรมการ ชุดใหม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจากทางราชการ
ข้อ 15. ตําแหน่งกรรมการสมาคม ถ้าต้องว่างลงก่อนครบกําหนดตามวาระก็ให้คณะกรรมการแต่งตั้ง สมาชิกสามัญคนใดคนหนึ่งที่เห็นสมควรเข้าดํารงตําแหน่งที่ว่างลงนั้น แต่ผู้ดํารงตําแหน่งแทนอยู่ใน ตําแหน่งได้เท่าวาระของผู้ที่ตนแทนเท่านั้น
ข้อ 16. คณะกรรมการอาจจะพ้นจากตําแหน่ง ซึ่งมิใช้เป็นการออกตามวาระด้วยเหตุผลต่อไปนี้ คือ
16.1 ตาย
16.2 ลาออก
16.3 ขาดจากสมาชิกภาพ
16.4 ที่ประชุมใหญ่ลงมติให้ออกจากตําแหน่ง
ข้อ 17. กรรมการที่ประสงค์จะลาออกจากตําแหน่งกรรมการให้ยื่นใบลาออกเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ คณะกรรมการมีมติให้ออก
ข้อ 18. อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
18.1 มีอํานาจออกระเบียบปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกได้ปฏิบัติ โดยระเบียบปฏิบัตินั้นจะต้องไม่
ขัดต่อข้อบังคับฉบับนี้
18.2 มีอํานาจแต่งตั้งและถอดถอนเจ้าหน้าที่ของสมาคม
18.3 มีอํานาจแต่งตั้งกรรมการที่ปรึกษาหรืออนุกรรมการได้ แต่กรรมการที่ปรึกษาหรือ
อนุกรรมการจะสามารถอยู่ในตําแหน่งได้ไม่เกินวาระของคณะกรรมการที่แต่งตั้ง
18.4 มีอํานาจเรียกประชุมใหญ่สามัญประจําปี และประชุมใหญ่วิสามัญ
18.5 มีอํานาจแต่งตั้งกรรมการในตําแหน่งอื่น ๆ ที่ยังมิได้กําหนดไว้ในข้อบังคับนี้
18.6 มีอํานาจบริหารกิจการของสมาคม เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตลอดจนมีอํานาจอื่น ๆ
ตามที่ข้อบังคับได้กําหนดไว้
18.7 มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจการทั้งหมด รวมทั้งการเงินและทรัพย์สินทั้งหมดของสมาคม
18.8 มีหน้าที่จัดให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญ ตามที่สมาชิกสามัญจํานวน 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า
20 คน ของสมาชิกทั้งหมดได้เข้าชื่อร้องให้จัดประชุมใหญ่วิสามัญขึ้น ซึ่งการนี้จะต้องจัดให้มี
การประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับการร้องขอ
18.9 มีหน้าที่จัดทําเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ทั้งที่เกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สินและการดําเนินกิจกรรมต่าง ๆของสมาคมให้ถูกต้องตามหลักวิชาการและสามารถจะให้สมาชิกตรวจดูได้เมื่อสมาชิกร้องขอ
18.10 จัดทําบันทึกการประชุมต่าง ๆ ของสมาคม เพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐานและจัดส่งให้สมาชิก
ได้รับทราบ
18.11 มีหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ข้อบังคับได้กําหนดไว้
ข้อ 19. คณะกรรมการจะต้องประชุมกันอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง โดยให้จัดขึ้นภายในวันที่ 10 ของทุก ๆ เดือน ทั้งนี้เพื่อปรึกษาหารือเกี่ยวกับการบริหารกิจการของสมาคม
ข้อ 20. การประชุมคณะกรรมการ จะต้องมีกรรมการเข้าร่วมประประชุมไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของกรรมการ
ทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม มติของที่ประชุมคณะกรรมการ ถ้าข้อบังคับมิได้กําหนดไว้เป็นอย่างอื่นก็ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 21. ในการประชุมคณะกรรมการ ถ้านายกสมาคมและอุปนายกสมาคมไม่อยู่ในที่ประชุม หรือไม่
สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ก็ให้กรรมการที่เข้าประชุมในคราวนั้นเลือกตั้งกันเอง เพื่อให้กรรมการคนใดคนหนึ่งทําหน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
หมวดที่ 4
การประชุมใหญ่
ข้อ 22. การประชุมใหญ่ของสมาคม มี 2 ชนิด
22.1 การประชุมใหญ่สามัญ
22.2 การประชุมใหญ่วิสามัญ
ข้อ 23. คณะกรรมการจะต้องจัดให้มีการประชุมใหญ่สามัญประจําปี ๆ ละ 1 ครั้ง ภายในเดือนมีนาคม ของทุก ๆ ปี
ข้อ 24. การประชุมใหญ่วิสามัญ อาจจะมีขึ้นได้ก็โดยเหตุที่คณะกรรมการเห็นควรจัดให้มีขึ้น หรือเกิดขึ้น ด้วยการเข้าชื่อร่วมกันอย่างน้อย 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 20 คน ของสมาชิกสามัญทั้งหมดร้องขอต่อ คณะกรรมการให้จัดให้มีขึ้น
ข้อ 25. การแจ้งกําหนดนัดประชุมใหญ่ให้เลขานุการเป็นผู้แจ้งกําหนดนัดประชุมใหญ่ให้สมาชิกได้ทราบ และการแจ้งจะต้องแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุวัน เวลา และสถานที่ให้ชัดเจน โดยจะต้องแจ้งให้ สมาชิกทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และประกาศแจ้งกําหนดนัดประชุมไว้ ณ สํานักงานของสมาคมเป็น เวลาไม่น้อยกว่า 7 วัน ก่อนถึงกําหนดการประชุมใหญ่
ข้อ 26. การประชุมใหญ่สามัญประจําปี จะต้องมีวาระการประชุมอย่างน้อยดังต่อไปนี้
26.1 แถลงกิจการที่ผ่านมาในรอบปี
26.2 แถลงบัญชีรายรับรายจ่าย และบัญชีงบดุลของปีที่ผ่านมาให้สมาชิกรับทราบ
26.3 เลือกตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ เมื่อครบกําหนดวาระ
26.4 เลือกตั้งผู้สอบบัญชี
26.5 เรื่องอื่น ๆ ถ้ามี
ข้อ 27. ในการประชุมใหญ่สามัญประจําปี หรือการประชุมใหญ่วิสามัญจะต้องมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง หรือไม่น้อยกว่า 50 คนของสมาชิกทั้งหมดจึงจะถือว่าครบองค์ประชุม แต่ถ้าเมื่อถึงกําหนดเวลาประชุมยังมีสมาชิกสามัญเข้าร่วมไม่ครบองค์ประชุมให้คณะกรรมการ ของสมาคม เรียกประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่ง โดยจัดให้มีการประชุมขึ้นภายใน 14 วัน นับแต่วันที่นัดประชุมครั้งแรก สําหรับการประชุมในครั้งหลังนี้ถ้ามีสมาชิกสามัญเข้าร่วมประชุมเป็นจำนวนเท่าใดก็ให้ถือว่าครบองค์ประชุม ยกเว้นเป็นการประชุมใหญ่ที่เกิดขึ้นจากการร้องขอของสมาชิก ก็ไม่ต้องจัดประชุมใหญ่ให้ถือว่าการประชุมเป็นอันยกเลิก
ข้อ 28. การลงมติต่าง ๆ ในที่ประชุมใหญ่ ถ้าข้อบังคับมิได้กําหนดไว้เป็นอย่างอื่น ก็ให้ถือคะแนนเสียงข้าง มากเป็นเกณฑ์ แต่ถ้าคะแนนเสียงที่ลงมติมีคะแนนเสียงเท่ากัน ก็ให้ประธานในการประชุมเป็นผู้ชี้ขาด
ข้อ 29 ในการประชุมใหญ่ของสมาคม ถ้านายกสมาคมและอปนายกสมาคมไม่มาร่วมประชุมหรือไม่ สามารถจะปฏิบัติหน้าที่ได้ ก็ให้ที่ประชุมใหญ่ทําการเลือกตั้งกรรมการที่มาร่วมประชุมคนใดคนหนึ่งให้ทํา หน้าที่เป็นประธานในการประชุมคราวนั้น
หมวดที่ 5
การเงินและทรัพย์สิน
ข้อ 30. การเงินและทรัพย์สินทั้งหมดให้อยู่ในความรับผิดชอบของคณะกรรมการ เงินสดของสมาคมถ้ามี ให้นําฝากไว้ในธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
ข้อ 31. การลงนามในตั๋วเงินหรือเช็คของสมาคม จะต้องมีลายมือชื่อนายกสมาคมหรือผู้ทําการแทนลง นามร่วมกับเหรัญญิก หรือเลขานุการ พร้อมกับประทับตราของสมาคมจึงจะถือว่าใช้ได้
ข้อ 32. ให้นายกสมาคมมีอำนาจสั่งจ่ายเงินของสมาคมได้ไม่เกินครั้งละ10,000 บาท(หนี่งหมื่นบาทถ้วน)ถ้าเกินกว่านั้นจะต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ และคณะกรรมการจะอนุมัติให้จ่ายเงินได้ครั้งละไม่เกิน 200,000 (สองแสนบาทถ้วน)ถ้าจำเป็นต้องจ่ายเกินกว่านั้นต้องได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสมาคม
ข้อ 33. ให้เหรัญญิกมีอํานาจเก็บรักษาเงินสดของสมาคมได้ไม่เกิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ถ้า เกินกว่าจํานวนนี้ จะต้องนําฝากธนาคารในบัญชีของสมาคมทันทีที่โอกาสอํานวยให้
ข้อ 34. ให้เหรัญญิก จะต้องทําบัญชีรายรับรายจ่าย และบัญชีงบดุล ให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ การรับ หรือจ่ายเงินทุกครั้ง จะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ ลงลายมือชื่อของนายกสมาคม หรือผู้ทําการแทนร่วมกับ เหรัญญิกหรือผู้ทําการแทน พร้อมกับประทับตราของสมาคมทุกครั้ง
ข้อ 35. ผู้สอบบัญชี จะต้องมิใช่กรรมการ หรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมและจะต้องเป็นผู้สอบบัญชีที่ได้รับ อนุญาต
ข้อ 36. ผู้สอบบัญชี มีอํานาจหน้าที่จะเรียกเอกสารที่เกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินจากคณะกรรมการและ สามารถจะเชิญกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของสมาคมเพื่อสอบถาม เกี่ยวกับบัญชีและทรัพย์สินของสมาคมได้ ข้อ 37. คณะกรรมการจะต้องให้ความร่วมมือกับผู้สอบบัญชี เมื่อได้รับการร้องขอ
หมวดที่ 6
การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับและการเลิกสมาคม
ข้อ 38. ข้อบังคับสมาคมจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้โดยมติที่ประชุมใหญ่เท่านั้น และองค์ประชุมใหญ่ให้ถือ ตามข้อ 27. มติของที่ประชุมใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อบังคับจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของสมาชิกสามัญที่เข้าร่วมประชุมทั้งหมด
ข้อ 39. การเลิกสมาคมจะเลิกได้ก็โดยมติที่ประชุมใหญ่ของสมาคม ยกเว้นเป็นการเลิกเพราะเหตุ กฎหมาย มติที่ประชุมใหญ่ที่ให้เลิกสมาคมจะต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 3 ใน 4 ของสมาชิกสามัญที่เข้า ร่วมประชุมทั้งหมด และองค์ประชุมใหญ่ ให้เป็นไปตามข้อ 27.
ข้อ 40. เมื่อสมาคมต้องเลิก ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ ก็ตาม ทรัพย์สินของสมาคมที่เหลืออยู่หลังจากที่ได้ชําระ บัญชีเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้ตกเป็นของมัสยิดหลวงอันซอริซซุนนะฮฺ
หมวดที่ 7
บทเฉพาะกาล
ข้อ 41. ข้อบังคับฉบับนี้นั้น ให้เริ่มใช้บังคับได้นับตั้งแต่วันที่สมาคมได้รับอนุญาตให้จดทะเบียน เป็นต้นไป
