Q&A สตรีมุสลิมะห์

   A: โดยพื้นฐานแล้วบทบัญญัติในเรื่องของศาสนาสำหรับบุรุษและสตรีนั้นเหมือนกัน เว้นแต่จะมีหลักฐานที่ระบุเป็นการเฉพาะ การแสวงหาความรู้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคน เพื่อที่ให้เขามีหลักศรัทธาที่เที่ยงตรงและปฏิบัติอิบาดะห์ได้อย่างถูกต้อง

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

طَلَبُ الْعِلْمِ فَرِيْضِةٌ عَلَى كُلِّ مُسْلِمٍ

ความว่า “การแสวงหาความรู้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมุสลิมทุกคน”

(บันทึกโดยอิบนุมาญะห์)

และท่านได้กล่าวอีกว่า

مَنْ يُرِدِ اللهُ بِهِ خَيْرًا يُفَقِّهُهُ فيِ الدِّيْنِ

ความว่า “ผู้ใดที่อัลลอฮประสงค์ให้เขาได้รับความดี พระองค์จะทำให้เขาเข้าใจในเรื่องศาสนาอย่างลึกซึ้ง”  

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์)

 สตรีสามารถแสวงหาความรู้ในเรื่องศาสนาได้ โดยการถามปัญหาต่างๆ จากสามีหรือมะฮรอมของนาง หรือติดตามการสอนของบรรดาผู้รู้  เนื่องจากบรรดาสตรีส่วนมากขาดความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวกับตัวนาง เช่น เรื่องตอฮาเราะ(การทำความสะอาด ) เฮด(ประจำเดือน) และนิฟาส(เลือดหลังคลอดบุตร) ฉันขอแนะนำให้พวกนางอ่านหนังสือที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวดังกล่าว  เช่นหนังสือ “ดิมาออุตตอบีอียะฮ” (ธรรมชาติของเลือด)  ที่ถูกประพันธ์โดยเชค อุซัยมีน และหนังสือในหมวดของมารยาทและการอบรม เช่น หนังสือ ริยาดุซซอลีฮีน หนังสือ อัรบะอีน นะวะวีย์ ของอิมามนะวะวีย์ เป็นต้น  


    A: บรรดาสตรีในยุคสะลัฟ เอาใจใส่และให้ความสำคัญต่อการศึกษา ท่องจำ และเผยแพร่ความรู้ศาสนา

มีรายงานจากอบีสะอี๊ด  กล่าวว่า หญิงท่านหนึ่งได้มาหาท่านร่อซูล ﷺ  และกล่าวกับท่านว่า พวกผู้ชายได้มีเวลาพูดคุยกับท่านเกี่ยวกับเรื่องศาสนา ขอให้ท่านได้มีสักวันหนึ่งสำหรับการสอนเรา ให้สิ่งที่อัลลอฮได้ทรงสอนท่าน ท่านนบีกล่าวว่า พวกเธอจงรวมตัวกัน ณ ที่แห่งนี้ แห่งนี้ ณ เวลานี้ เวลานี้  และพวกนางก็รวมตัวกัน  ท่านร่อซูล ﷺ  ก็ได้มาหาพวกนาง และได้สอนพวกนางในเรื่องราวศาสนา และหลังจากนั้น ท่านนบีได้แจ้งข่าวดีแก่พวกนางว่า “ไม่มีหญิงคนใดที่สูญเสียบุตรของนาง 3 คน เว้นแต่นางจะได้รับการปกป้องจากไฟนรก มีหญิงนางหนึ่งได้กล่าวขึ้นมา “แล้วถ้า 2 คนล่ะ นางจะได้รับสิ่งดังกล่าวไหม  ท่านร่อซูลกล่าวว่า “ก็ได้รับเช่นกัน”

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์)

และรายงานจากท่านหญิงอาอีชะฮฺ A black background with a black square

Description automatically generated with medium confidence นางได้กล่าวว่า

نِعْمَ النِّسَاءُ نِسَاءُ الْأَنْصَارِ لَمْ يَكُنْ يَمْنَعُهُنَّ الْحَيَاءُ أَنْ يَتَفَقَّهْنَ فِي الدِّينِ

ความว่า “สตรีที่ดี คือ สตรีชาวอันศอร เพราะความละอายมิได้มาปิดกั้นการแสวงหาความรู้ แต่อย่างใด” 

ทั้งสองฮะดีษชี้ให้เห็นถึงการให้ความสำคัญต่อการแสงหาความรู้ศาสนา  เป็นที่น่าเศร้าผู้หญิงในยุคนี้ ให้ความสำคัญกับเรื่องดุนยาแต่กับบกพร่องในเรื่องราวศาสนา


    A:  บทบาทสำคัญของผู้เป็นแม่คือ การปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งหลักศรัทธา และแนวทางของอิสลามให้อยู่ในหัวใจของบุตรหลาน ส่งเสริมพวกเขาให้ศึกษา ท่องจำอัลกุรอ่านและฮะดีษ ผู้ใดที่อ่านชีวประวัติของบรรดาผู้รู้จะพบว่าส่วนมากของพวกท่านเป็นเด็กกำพร้าที่เติบโตมาภายใต้การเลี้ยงดูของมารดาของพวกเขา เช่น อิมามอะหมัด อิมามชาฟิอีย์ ท่านท่องจำอัลกุรอานตั้งแต่อายุเจ็ดขวบ และท่องมุวัฏเฏาะของอิมามมาลิก เมื่ออายุ 10 ขวบ อิมามบุคอรีย์ท่องฮะดีษหลายพันบท ขณะที่ท่านยังเด็ก ท่านฮาฟิศ อิบนุฮะญัร และบรรดาอุละมาอท่านอื่นๆ


    A: ส่วนหนึ่งจากคุณลักษะของสตรีที่ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอ่าน

  1. อัลลอฮฺ  ตรัสว่า

إِنَّ الْمُسْلِمِينَ وَالْمُسْلِمَاتِ وَالْمُؤْمِنِينَ وَالْمُؤْمِنَاتِ وَالْقَانِتِينَ وَالْقَانِتَاتِ وَالصَّادِقِينَ

وَالصَّادِقَاتِ وَالصَّابِرِينَ وَالصَّابِرَاتِ وَالْخَاشِعِينَ وَالْخَاشِعَاتِ وَالْمُتَصَدِّقِينَ وَالْمُتَصَدِّقَاتِ

وَالصَّائِمِينَ وَالصَّائِمَاتِ وَالْحَافِظِينَ فُرُوجَهُمْ وَالْحَافِظَاتِ وَالذَّاكِرِينَ اللهَ كَثِيرًا وَالذَّاكِرَاتِ

أَعَدَّ اللهُ لَهُمْ مَغْفِرَةً وَأَجْرًا عَظِيمًا ۝ 

[الأحزاب: 35]

       ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้นอบน้อมชายและหญิงบรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิง บรรดาผู้ภักดีชายและหญิง บรรดาผู้สัตย์จริงชายและหญิง บรรดาผู้อดทนชายและหญิง บรรดาผู้ถ่อมตนชายและหญิง บรรดาผู้บริจาคทานชายและหญิง บรรดาผู้ถือศีลอดชายและหญิง บรรดาผู้รักษาอวัยวะเพศของพวกเขาที่เป็นชายและหญิง บรรดาผู้รำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากที่เป็นชายและหญิงนั้น อัลลอฮฺได้ทรงเตรียมไว้สำหรับพวกเขาแล้ว ซึ่งการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง”

(อัลอะห์ซาบ:35)

  • อัลลอฮฺ  ตรัสว่า

يَا نِسَاءَ النَّبِيِّ لَسْتُنَّ كَأَحَدٍ مِّنَ النِّسَاءِ ۚ إِنِ اتَّقَيْتُنَّ فَلَا تَخْضَعْنَ بِالْقَوْلِ فَيَطْمَعَ الَّذِي فِي قَلْبِهِ مَرَضٌ وَقُلْنَ قَوْلًا مَّعْرُوفًا ۝ 

وَقَرْنَ فِي بُيُوتِكُنَّ وَلَا تَبَرَّجْنَ تَبَرُّجَ الْجَاهِلِيَّةِ الْأُولَىٰ ۖ وَأَقِمْنَ الصَّلَاةَ وَآتِينَ الزَّكَاةَ وَأَطِعْنَ اللَّهَ وَرَسُولَهُ ۚ

إِنَّمَا يُرِيدُ اللَّهُ لِيُذْهِبَ عَنكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا ۝ 

[الأحزاب: 32-33]

    ความว่า ” โอ้บรรดาภริยาของนะบีเอ๋ย! พวกเธอไม่เหมือนกับสตรีใดๆ ในเหล่าสตรีอื่น หากพวกเธอยำเกรง (อัลลอฮฺ) ก็ไม่ควรพูดจาเพราะพริ้งนัก เพราะจะทำให้ผู้ที่ในหัวใจของเขามีโรคเกิดความโลภ แต่จงพูดด้วยถ้อยคำที่พอเหมาะพอควร และจงอยู่ในบ้านเรือนของพวกเธอ และอย่าได้โอ้อวดความงาม (ของพวกเธอ) เช่น การอวดความงาม (ของพวกสตรี) แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน และจงดำรงการละหมาด และจ่ายซะกาต และจงภักดีต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ อัลลอฮฺเพียงแต่ต้องการที่จะขจัดความโสโครกออกไปจากพวกเจ้า โอ้ สมาชิกของวงศ์ตระกูล (นะบี) เอ๋ย และทรง (ประสงค์) ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์”

(อัลอะห์ซาบ:32-33)

  • คุณลักษณะของสตรีที่ดีทั้งสองที่ถูกกล่าว คือ ลูกสาวของนบีชุอัยบฺ A black and white text

Description automatically generated อัลลอฮฺ  ตรัสว่า

وَلَمَّا وَرَدَ مَاءَ مَدْيَنَ وَجَدَ عَلَيْهِ أُمَّةً مِنَ النَّاسِ يَسْقُونَ وَوَجَدَ مِنْ دُونِهِمُ امْرَأَتَيْنِ تَذُودَانِ

 قَالَ مَا خَطْبُكُمَا قَالَتَا لَا نَسْقِي حَتَّى يُصْدِرَ الرِّعَاءُ وَأَبُونَا شَيْخٌ كَبِيرٌ ۝ 

[القصص: 23]

ความว่า “และเมื่อเขามาพบบ่อน้ำแห่ง (เมือง) มัดยัน เขาได้พบฝูงชนกลุ่มหนึ่งกำลังตักน้ำ  และนอกจากพวกเขาเหล่านั้น  เค้ายังได้พบหญิงสองคนคนคอยห้าม (ฝูงแกะ) เขา (มูซา) ถามว่า เรื่องราวของเธอทั้งสองเป็นมาอย่างไร นางทั้งสองกล่าวว่า เราไม่สามารถตักน้ำได้จนกว่าคนเลี้ยงแกะเหล่านั้นจะถอยออกไป และบิดาของเราก็เป็นคนแก่มากแล้ว”

(อัลเกาะศ็อศ:23)

กล่าวคือ ขณะที่ท่านนบีมูซา A black and white text

Description automatically generated ถามพวกนางทั้งสองถึงสาเหตุที่ไม่เข้าไปตักน้ำ พวกนางจึงตอบตามที่ระบุในอายะห์ดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวบ่งชี้ได้ว่า   

1. ทั้งสองพยายามออกห่างจากการปะปนระหว่างชายหญิง ทั้ง ๆที่นางมีเหตุจำเป็นต้องอยู่ในสถานที่มีการปะปน 

2. ทั้งสองตอบคำถามของนบีมูซาด้วยถ้อยคำที่กระชับ

3. ทั้งสองอธิบายเหตุผลของการมาตักน้ำในสถานที่ที่มีการปะปนระหว่างชายหญิง เนื่องจากบิดาของทั้งสองนั้นแก่ชรา    

         4. อัลลอฮ  ตรัสว่า  

فَجَاءَتْهُ إِحْدَاهُمَا تَمْشِي عَلَى اسْتِحْيَاءٍ ۝ 

[القصص: 25]

  ความว่า “นางคนหนึ่งจากทั้งสองได้มาหาเขาอย่างมีความละอาย” 

(อัลเกาะศ็อศ:25)

อายะฮนี้บ่งชี้ว่า ความละอายเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของสตรีที่น่าสรรเสริญ   

         และส่วนหนึ่งจากคุณลักษะของสตรีที่ถูกกล่าวไว้ในฮะดีษ

نِساؤُكُمْ من أهلِ الجنةِ الوَدُودُ الوَلودُ العؤودُ على زوجِها، التي إذا غَضِبَ جاءت

حتى تَضَعَ يَدَها في يَدِ زَوْجِها، وتقولُ: لا أَذُوقُ غَمْضًا حتى تَرْضَى

         ความว่า “สตรีของพวกท่านจากชาวสวรรค์นั้น คือสตรีผู้เป็นที่รักของสามี สตรีที่สามารถให้กำเนิดบุตรได้หลายคน สตรีที่มีประโยชน์ต่อสามีของนาง ผู้ซึ่งที่เมื่อสามีโกรธ นางก็จะมาหาเขา เเล้ววางมือของนางลงในมือสามีของนาง เเละกล่าวว่า : ฉันไม่สามารถที่จะนอนหลับได้เป็นเเน่ จนกว่าท่านจะพึงพอใจต่อฉันเสียก่อน”

(บันทึกโดยอันนะซาอีย์)


         และสตรีที่ชั่วร้ายที่สุด คือสตรีที่เปิดเผยตัวตนของนาง และอวดโฉมโดยแต่งกายให้เป็นที่ดึงดูด นางนั้นจะไม่ได้เข้าสวรรค์และไม่ได้รับกลิ่นไอสวรรค์


   A:  ♦︎ 1. จะต้องมีลักษณะกว้าง ไม่บาง และไม่เผยให้เห็นลักษณะเรือนร่างของนางในสิ่งที่นางควรปกปิด(เอาเราะห์) อัลลอฮฺ  ทรงตรัสว่า

وَقُلْ لِلْمُؤْمِنَاتِ يَغْضُضْنَ مِنْ أَبْصَارِهِنَّ وَيَحْفَظْنَ فُرُوجَهُنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا مَا ظَهَرَ مِنْهَا 

وَلْيَضْرِبْنَ بِخُمُرِهِنَّ عَلَى جُيُوبِهِنَّ  وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا لِبُعُولَتِهِنَّ أَوْ آبَائِهِنَّ أَوْ آبَاءِ بُعُولَتِهِنَّ أَوْ أَبْنَائِهِنَّ أَوْ أَبْنَاءِ بُعُولَتِهِنَّ

أَوْ إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي أَخَوَاتِهِنَّ أَوْ نِسَائِهِنَّ أَوْ مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُهُنَّ

أَوِ التَّابِعِينَ غَيْرِ أُولِي الْإِرْبَةِ مِنَ الرِّجَالِ أَوِ الطِّفْلِ الَّذِينَ لَمْ يَظْهَرُوا عَلَى عَوْرَاتِ النِّسَاءِ

وَلَا يَضْرِبْنَ بِأَرْجُلِهِنَّ لِيُعْلَمَ مَا يُخْفِينَ مِنْ زِينَتِهِنَّ وَتُوبُوا إِلَى اللهِ جَمِيعًا أَيُّهَ الْمُؤْمِنُونَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ۝ 

[النور: 31]         

ความว่า “และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดามุอ์มินะฮ์ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอหรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮ์เถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ”

(อันนูร : 31)


       ♦︎  2. จะต้องไม่เหมือนหรือเลียนแบบเครื่องแต่งกายของผู้ชาย  หรือเครื่องแต่งกายของหญิงผู้กลับกลอก ปฏิเสธศรัทธา  ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงสาปแช่งบรรดาบุรุษที่ทำตัวเหมือนสตรี  (ในท่าทางการเดิน การแต่งกาย และอื่นๆ ที่เป็นลักษณะเฉพาะของสตรี) และบรรดาสตรีที่ทำตัวเหมือนบุรุษ  (ในท่าทาง การเดิน การแต่งกาย และอื่นๆที่เป็นลักษณะเฉพาะของบุรุษ)” และในอีกรายงานหนึ่ง กล่าวว่า อัลลอฮฺ ทรงสาปแช่งบรรดาสตรีที่ทำตัวเหมือนบุรุษ”
       ♦︎  3. จะต้องไม่เป็นญิลบ๊าบที่มีการประดับประดาตกแต่ง จนทำให้เกิดฟิตนะฮฺหรือดึงดูดสายตาบุรุษ
       ♦︎ 4. จะต้องเป็นเครื่องแต่งกายที่ไม่โดดเด่นสะดุดตาจนเกินไป


    A:  สตรีจำนวนมากถูกทดสอบด้วยความรัก ความหลงใหลในการเลียนแบบหญิงกาฟิร และไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า สิ่งดังกล่าวเป็นตัวชี้วัดถึงความโง่เขลาเบาปัญญา และการมีศรัทธาที่อ่อนแอ
         ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า     

مَنْ تَشَبَّهَ بِقَوْمٍ فَهُوَ مِنْهُمْ

ความว่า“ผู้ใดที่เลียนแบบกลุ่มชนใด เขาก็เป็นหนึ่งในกลุ่มชนนั้น”

(บันทึกโดยอบูดาวูด)

  ซึ่งฮะดีษนี้บ่งชี้ให้เห็นถึงการห้ามการเลียนแบบผู้ปฏิเสธศรัทธา ในสิ่งที่ถือเป็นลักษณะเฉพาะของพวกเขา


   A: การปะปนกันระหว่างสตรีและบุรุษนั้น ถือเป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม) จากหลักฐานดังต่อไปนี้

  1. อัลลอฮฺ  ทรงตรัสว่า

وَقَرْنَ فِي بُيُوتِكُنَّ وَلَا تَبَرَّجْنَ تَبَرُّجَ الْجَاهِلِيَّةِ الْأُولَى

وَأَقِمْنَ الصَّلَاةَ وَآتِينَ الزَّكَاةَ وَأَطِعْنَ اللهَ وَرَسُولَهُ

إِنَّمَا يُرِيدُ اللهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا ۝

[الأحزاب: 33]

ความว่า “และจงอยู่ในบ้านเรือนของพวกเธอและอย่าได้โอ้อวดความงาม (ของพวกเธอ) เช่น การอวดความงาม (ของพวกสตรี) แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน และจงดำรงการละหมาดและจ่ายซะกาต และจงภักดีต่ออัลลอฮฺและร่อซูลของพระองค์ อัลลอฮฺเพียงแต่ต้องการที่จะขจัดความโสโครกออกไปจากพวกเจ้า โอ้สมาชิกของวงศ์ตระกูล (นบี) เอ๋ย และทรง (ประสงค์) ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์”

(อัลอะหฺซาบ: 33)

จากอายะห์ดังกล่าว เป็นสิ่งยืนยันว่า อัลลอฮฺ  ทรงสั่งใช้บรรดาสตรีให้นางพำนักอยู่ในบ้านของนาง  และการที่นางออกจากบ้านโดยไม่มีความจำเป็นนั้น ถือเป็นสิ่งที่ขัดต่อคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺที่พระองค์ทรงตรัสไว้ในคัมภีร์ของพระองค์

  • อัลลอฮฺ  ทรงตรัสว่า

وَإِذَا سَأَلْتُمُوهُنَّ مَتَاعًا فَاسْأَلُوهُنَّ مِنْ وَرَاءِ حِجَابٍ ذَلِكُمْ أَطْهَرُ لِقُلُوبِكُمْ وَقُلُوبِهِنَّ ۝

[الأحزاب: 53]

ความว่า “และเมื่อพวกเจ้าขอสิ่งใดจากพวกนาง ก็จงขอพวกนางจากหลังม่าน เช่นนั้นแหละเป็นการบริสุทธิ์อย่างยิ่งแก่จิตใจของพวกเจ้าและจิตใจของพวกนาง”

อัลอะหฺซาบ: 53


         จากอายะห์ดังกล่าว บ่งบอกได้ว่า หากบุรุษ(ที่ไม่ใช่สามี)ต้องการ หรือมีความจำเป็นที่จะต้องขอสิ่งใดจากสตรีอื่น จำเป็นสำหรับเขา ในการที่จะต้องไม่เผชิญหน้ากับนางโดยตรง แต่จะต้องมีสิ่งปิดกั้นตรงกลางระหว่างทั้งสอง

  • ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า

لاَ يَخْلُوَنَّ رَجُلٌ بِامْرَأَةٍ إِلَّا كَانَ ثَالِثَهُمَا الشَّيْطَانُ

ความว่า “ไม่มีชายหญิงคนใดที่อยู่ตามลำพังสองคน เว้นแต่ชัยฏอนจะเป็นบุคคลที่สาม (ที่จะอยู่ร่วม) กับเขาทั้งสอง”

(บันทึกโดยอัตติรมีซีย์)


         และการที่ชายหญิงอยู่กันเพียงลำพังสองคนนั้น เป็นหนึ่งในฟิตนะห์ เพราะการปะปนกันระหว่างชายหญิงนั้น เป็นสิ่งที่จะนำไปสู่ความเสื่อมเสียอีกมากมาย เพราะมันเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดซินา (การผิดประเวณี)


    A: ในยุคปัจจุบันที่เครื่องมือสื่อสารแพร่หลาย ช่องทางอินเตอร์เน็ตเข้าถึงได้ง่ายดาย สตรีจำนวนไม่น้อยใช้เวลาไปกับสิ่งนั้นโดยไม่มีผู้ปกครองคอยสอดส่อง ดูแล จึงทำให้ลูกหลานมุสลิมะห์จำนวนมากตกเป็นทาสอยู่ภายใต้ความเสื่อมเสีย ไม่ว่าจะเป็นการเลียนแบบเครื่องแต่งกาย และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของนาง พ่อแม่ผู้ปกครองจึงจำเป็นจะต้องตระหนักรู้ถึงสิ่งดังกล่าว ก่อนที่บุตรหลานของเราจะตกเป็นเหยื่อของสิ่งเหล่านั้น


    A: ศัตรูของอิสลามรู้ดีว่าเครื่องมือที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้สังคมมุสลิมเสื่อมเสีย และทำให้บรรดามุสลิมออกจากมารยาทอันดีงามของอิสลามนั้นคือการถอดถอนอาภรณ์แห่งความละอาย ความบริสุทธิ์ออกจากสตรีมุสลิมะห์ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงทุ่มเทอย่างสุดความสามารถทั้งกำลังกายและทรัพย์สิน รวมทั้งผลิตสื่อต่างๆ เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมาย ในทางกลับกันมุสลิมบางคนกลับเป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือพวกเขา ด้วยการแทรกแซงทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งมีมุสลิมจำนวนมากที่เผลอเรอและตอบรับคำเชิญชวน พวกนางเลือกแต่งกายด้วยเครื่องประดับนานาชนิด แต่งกายอวดโฉม และทำตัวของนางให้มีเสน่ห์น่าดึงดูด ภายใต้แนวความคิดที่ว่าสิ่งดังกล่าวนั้นคือสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลและเป็นความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรม
         ถือเป็นหน้าที่ของสตรีมุสลิมะห์ที่จะต้องรู้เท่าทันสิ่งดังกล่าว และระวังตนมิให้ตกเป็นพลพรรคของอิบลีสและสมุนของมัน โดยการดำรงตนให้อยู่บนแนวทางของอิสลามอันบริสุทธิ์


A: 1. ใช้สื่อเป็นเครื่องมือในการทำลายอุดมการณ์ภายใต้การเรียกร้องเสรีภาพของสตรี
    2. ทำให้ภาพลักษณ์อาภรณ์แห่งอิสลามดูล้าหลัง และทำให้สตรีมุสลิมะห์เห็นว่าอาภรณ์ที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่ล้าหลัง
    3. ทำให้สื่อและภาพยนตร์ต่างๆ มีอิทธิพลในการเปลี่ยนแปลงแนวความคิดของพวกเขา
    4. ให้ดารานักแสดงเป็นแบบอย่างที่น่าชื่นชม น่าคลั่งไคล้ หลงใหล และทำให้การเปิดเผยความงามดูน่าประทับใจ ต่างทำให้สตรีมุสลิมะห์เกิดความนิยมชมชอบและลอกเลียนแบบ
    5. ให้เคยชินกับการปะปนระหว่างชายหญิงในที่ทำงาน และสถานที่ต่างๆ


 A: จำเป็นแก่มุสลิมะห์ที่จะต้องไม่เผยใบหน้าของนางต่อหน้าชายที่ไม่ใช่มะฮฺรอม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ทำให้เกิดฟิตนะห์แก่บรรดาบุรุษ ดังที่อัลลอฮฺ  ตรัสว่า

وَقُلْ لِلْمُؤْمِنَاتِ يَغْضُضْنَ مِنْ أَبْصَارِهِنَّ وَيَحْفَظْنَ فُرُوجَهُنَّ وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا مَا ظَهَرَ مِنْهَا 

وَلْيَضْرِبْنَ بِخُمُرِهِنَّ عَلَى جُيُوبِهِنَّ  وَلَا يُبْدِينَ زِينَتَهُنَّ إِلَّا لِبُعُولَتِهِنَّ أَوْ آبَائِهِنَّ أَوْ آبَاءِ بُعُولَتِهِنَّ

 أَوْ أَبْنَائِهِنَّ أَوْ أَبْنَاءِ بُعُولَتِهِنَّ أَوْ إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي إِخْوَانِهِنَّ أَوْ بَنِي أَخَوَاتِهِنَّ أَوْ نِسَائِهِنَّ أَوْ مَا مَلَكَتْ أَيْمَانُهُنَّ

أَوِ التَّابِعِينَ غَيْرِ أُولِي الْإِرْبَةِ مِنَ الرِّجَالِ أَوِ الطِّفْلِ الَّذِينَ لَمْ يَظْهَرُوا عَلَى عَوْرَاتِ النِّسَاءِ 

وَلَا يَضْرِبْنَ بِأَرْجُلِهِنَّ لِيُعْلَمَ مَا يُخْفِينَ مِنْ زِينَتِهِنَّ 

وَتُوبُوا إِلَى اللَّهِ جَمِيعًا أَيُّهَ الْمُؤْمِنُونَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ۝

[النور: 31]

ความว่า “และจงกล่าวเถิด (มูฮัมมัด)  แก่บรรดามุอฺมินะฮฺให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอและอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอและอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอเว้นแต่แก่สามีของพวกเธอหรือบิดาของพวกเธอหรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายของสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอหรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอเพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ”

(อันนูร:31)  


     A: การอวดโฉมของสตรีนั้นถือเป็นหนึ่งจากการกระทำในยุคญาฮิลียะห์ และเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมุสลิมะห์ อัลลอฮฺ  ตรัสว่า

وَقَرْنَ فِي بُيُوتِكُنَّ وَلَا تَبَرَّجْنَ تَبَرُّجَ الْجَاهِلِيَّةِ الْأُولَى وَأَقِمْنَ الصَّلَاةَ وَآتِينَ الزَّكَاةَ وَأَطِعْنَ اللهَ وَرَسُولَهُ

إِنَّمَا يُرِيدُ اللهُ لِيُذْهِبَ عَنْكُمُ الرِّجْسَ أَهْلَ الْبَيْتِ وَيُطَهِّرَكُمْ تَطْهِيرًا  ۝

[الأحزاب: 33]

ความว่า“และจงอยู่บ้านเรือนของพวกเธอ และอย่าได้อวดโฉมความงาม (ของพวกเธอ) เช่น การอวดความงาม (ของพวกสตรี) แห่งสมัยงมงายในยุคก่อน และจงดำรงการละหมาด และจ่ายซะกาต และจงภักดีต่ออัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ อัลลอฮฺเพียงแต่ต้องการที่จะขจัดความโสโครกออกไปจากพวกเจ้า โอ้ สมาชิกของวงศ์ตระกูล (นะบี) เอ๋ย และทรง (ประสงค์) ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์”

(อัลอะหฺซาบ:33) 


        
และมีฮะดีษจากท่านร่อซูล ﷺ กล่าวว่า

“สตรีที่ดีที่สุดในหมู่พวกเจ้าคือ สตรีที่สามารถมีลูกได้หลายคน มอบความรักอย่างมากมาย(แก่สามีและครอบครัว) เชื่อฟังต่อสามีของนาง มีความอ่อนหวาน พูดจาไพเราะ ศรัทธาและยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และสตรีที่เลวที่สุดในหมู่พวกท่านนั้นคือ สตรีที่อวดโฉม ชอบที่อวดประชันเครื่องประดับของนาง(แก่ผู้คน) และสตรีเหล่านี้คือสตรีมุนาฟิก(ผู้กลับกลอก) (ด้วยการอวดโฉมและปฏิเสธการปกปิดซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในศาสนา ซึ่งจะนำไปสู่การตกศาสนาได้) และไม่มีคนใดในหมู่พวกนางที่จะเข้าสวรรค์นอกจากบรรดาผู้ที่เป็นเช่นเดียวกับนกกาภูเขาปากแดง(กล่าวคือ นกกาสีขาวและดำนั้นมีจำนวนมาก แต่นกกาที่มีปากและเท้าสีแดงในหมู่นกกานั้นมีจำนวนน้อย  ดังนั้นจะไม่มีคนใดในหมู่ของพวกนางได้เข้าสวรรค์นอกจากเพียงส่วนน้อยจากกลุ่มของพวกนาง)”

(บันทึกโดยอัลบัยฮะกีย์) 


         และท่านร่อซูล ﷺ ได้กล่าวไว้อีกว่า

“บุคคลสองประเภทจากประชาชาติของฉันที่เป็นหนึ่งจากชาวนรก ที่ฉันยังไม่เคยเห็นพวกเขามาก่อนนั้น คือสตรีที่สวมเสื้อที่เหมือนยังเปลือยกายอยู่(ด้วยการสวมเสื้อผ้าที่บางและปกปิดเอาเราะห์เพียงบางส่วนเพื่ออวดความงาม) ที่นางหันเหจากการเชื่อฟังและรักษาขอบเขตของอัลลอฮฺไปสู่การกระทำที่เลวทราม โดยบนศรีษะของนางจะมีลักษณะเช่นเดียวกับกับโหนกอูฐ(ด้วยการมัดผมหรือเปียที่สูงจนกระทั่งเอนเอียงไปมาในขณะที่เดิน) พวกนางจะไม่ได้เข้าสวรรค์และไม่ได้กลิ่นไอของสวรรค์ และอีกกลุ่มหนึ่งคือบรรดาบุรุษที่พวกเขาใช้แส้(ที่ทำจากหนัง) เฉกเช่นเดียวกับหางวัวตีผู้คน(โดยไม่ชอบธรรม)” 

(บันทึกโดยมุสลิม) 


 A: การคลุมฮิญาบถือเป็นสิ่งจำเป็นทางบทบัญญัติสำหรับสตรี และไม่นับเป็นขนบธรรมเนียมหรือประเพณีนิยม เป็นที่น่าเศร้าสลดใจสำหรับบางสังคมที่บรรดาสตรีนั้นดำรงไว้ซึ่งการละหมาด การถือศีลอด และอ่านอัลกุรอ่าน แต่เมื่อพวกนางออกจากบ้านกลับไม่แต่งกายให้ถูกต้องตามบทบัญญัติ โดยอ้างว่าการสวมใส่ที่ปกปิดทั่วเรือนร่างนั้นเป็นเพียงประเพณีหนึ่งจากประเพณีต่างๆ และไม่เกี่ยวข้องกับบทบัญญัติ ดังนั้นไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าสิ่งดังกล่าวนี้นับเป็นความคิดที่โฉดเขลา จึงเป็นสิ่งสมควรที่นางจะต้องศึกษาคำสั่งใช้ตามบทบัญญัติที่เหมาะสมกับทุกยุคสมัย สิ่งที่บรรดาศ่อฮาบียะห์ถูกสั่งใช้ให้สวมใส่โดยปกปิดทั่วเรือนร่างและใบหน้าก็ยังเป็นสิ่งที่ถูกสั่งใช้ให้กับบรรดาสตรีทุกยุคสมัย และไม่นับเป็นคำสั่งใช้เฉพาะบรรดาสตรีในยุคศ่อฮาบะห์ด้วยเหตุผลที่ว่าสิ่งดังกล่าวนั้นเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในยุคของพวกนาง   


  A: การกระทำดังกล่าวเป็นที่ต้องห้ามสำหรับสตรี

ดังฮะดีษของท่านอับดุลลอฮฺ อิบนิ มัสอู๊ด  กล่าวว่า

“อัลลอฮฺทรงสาปแช่งสตรีที่สัก และสตรีที่ทำสัก และสตรีที่ขอให้ถอนขนบนใบหน้า ขนคิ้ว และสตรีที่ขอให้เซาะร่องฟันเพื่อความสวยงาม ซึ่งพวกนางเปลี่ยนแปลงการสร้างของอัลลอฮฺ” และคำพูดดังกล่าวได้ไปถึงหูสตรีบนีซะอ์ดฺนางถูกเรียกว่าอุมมุยะอฺกู๊บ นางจึงได้มาหาท่านอิบนิมัสอู๊ด และกล่าวว่า “แท้จริงฉันทราบว่าท่านนั้นได้สาปแช่งสิ่งนั้น สิ่งนี้” ท่านอิบนิมัสอู๊ดจึงตอบว่า “และฉันจะไม่สาปแช่งผู้ที่ท่านร่อซูล ﷺ สาปแช่งได้อย่างไร และท่านนั้นคือผู้ที่ได้ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอ่าน” นางจึงกล่าวว่า “ฉันได้อ่านสิ่งที่ถูกระบุไว้ในอัลกุรอ่าน แต่ฉันก็ไม่พบสิ่งในสิ่งที่ท่านกล่าว” ท่านอิบนิมัสอู๊ดจึงตอบว่า “หากเธอได้อ่านมันแล้วท่านก็จะพบมัน เธอมิได้อ่านอายะห์ที่ว่า

وَمَا آتَاكُمُ الرَّسُولُ فَخُذُوهُ وَمَا نَهَاكُمْ عَنْهُ فَانْتَهُوا وَاتَّقُوا اللَّهَ إِنَّ اللَّهَ شَدِيدُ الْعِقَابِ۝
[الحشر: 7]

         ความว่า “และอันใดที่รอซูลได้นำมายังพวกเจ้าก็จงยึดเอาไว้ และอันใดที่ท่านได้ห้ามพวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย”

อัลฮัชรฺ:7

นี้หรือ? นางตอบว่า “ใช่ (ฉันได้อ่านมัน)” ท่านอิบนิมัสอู๊ด  จึงกล่าวว่า “ท่านร่อซูลได้ห้ามจากการกระทำสิ่งดังกล่าว” นางจึงกล่าวว่า “ฉันก็เห็นครอบครัวของท่านได้กระทำสิ่งดังกล่าว” ท่านอิบนิมัสอู๊ดจึงกล่าวว่า “ท่านจงไปและพิจารณาดูนางเถิด” นางจึงได้ไปและพิจารณาดูนาง และไม่พบสิ่งใดที่นางกล่าวถึง ท่านอิบนิมัสอู๊ดจึงกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้นแล้วเราก็คงไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้” (บันทึกโดยอัลบุคอรีย์)   


 A: ไม่อนุญาตให้สตรีมุสลิมะห์ใส่กางเกง ด้วยเหตุผลดังนี้ 

  1. ถือเป็นการกระทำลอกเลียนแบบผู้ชาย และเลียนแบบสตรีผู้ปฏิเสธศรัทธา 
  2. การใส่กางเกงทำให้เห็นสัดส่วนของสตรี 
  3. สามารถทำให้เกิดอารมณ์ใฝ่ต่ำแก่บุรุษได้

  A: ไม่อนุญาตให้อยู่กันโดยลำพังกับญาติของสามีครอบคลุมถึงพี่-น้องชายของสามี ลุงของสามี และบุคคลอื่นๆที่ไม่ใช่มะฮฺรอมของนาง ดังฮะดีษของท่านร่อซูล ﷺ ที่ว่า

الحَمْوُ الْمَوْتُ

ความว่า“ญาติของสามีนั้นเปรียบดั่งความตาย (หมายถึงการอยู่กันโดยลำพังระหว่างสตรีกับญาติสามีของนางนั้นนำไปสู่ความหายนะได้)”

(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์)   

ทั้งนี้ผู้คนบางกลุ่มต่างละเลยในเรื่องดังกล่าว ผลเสียและฟิตนะห์ต่างๆจึงสามารถเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย หรืออีกนัยหนึ่งที่จะนำไปสู่ความตายนั้นคือ ด้วยการกระทำสิ่งฝ่าฝืน(ซินา) และจะต้องได้รับบทลงโทษด้วยการขว้างด้วยหินจนตาย หรืออาจจะนำไปสู่การหย่าร้างกันระหว่างสามีภรรยาของนางอันเนื่องจากความหึงหวงในตัวนาง   


Message us