
หลักฐานจากอัลกุรอ่านและฮะดีษที่แสดงถึงการให้เกียรติแก่บรรดาสตรี
ในยุคก่อนอิสลาม บรรดาสตรียังไม่ได้รับเกียรติเหมือนกับที่อิสลามได้มอบเกียรติให้แก่นาง ไม่มีสถานะสำหรับนาง นางถูกห้ามจากการรับมรดก ผู้ชายส่วนใหญ่ในยุคสมัยนั้นจะฝังลูกสาวของพวกเขาทั้งเป็น ดังที่อัลลอฮฺ ได้ตรัสว่า
وَإِذَا الْمَوْءُودَةُ سُئِلَتْ ٨ بِأَيِّ ذَنْبٍ قُتِلَتْ ٩
[التكوير: 8-9]
ความว่า “และเมื่อทารกหญิงที่ถูกฝังทั้งเป็นถูกถาม(😎 ด้วยความผิดอันใดเขาจึงถูกฆ่า(9)”
(อัตตักวีร: 8-9)
และพระองค์ได้ตรัสว่า
وَإِذَا بُشِّرَ أَحَدُهُمْ بِالْأُنْثَى ظَلَّ وَجْهُهُ مُسْوَدًّا وَهُوَ كَظِيمٌ٥٨ يَتَوَارَى مِنَ الْقَوْمِ مِنْ سُوءِ
مَا بُشِّرَ بِهِ أَيُمْسِكُهُ عَلَى هُونٍ أَمْ يَدُسُّهُ فِي التُّرَابِ أَلَا سَاءَ مَا يَحْكُمُونَ٥٩
[النحل: 58-59]
ความว่า “และเมื่อผู้ใดในหมู่พวกเขาได้รับข่าวว่าได้ลูกผู้หญิง ใบหน้าของเขากลายเป็นหมองคล้ำและเศร้าสลด(58) เขาจะซ่อนตัวเองจากกลุ่มชน เนื่องจากความอับอายที่ได้ถูกแจ้งแก่เขา เขาจะเก็บเอาไว้ด้วยความอัปยศหรือฝังมันในดิน พึงรู้เถิด ! สิ่งที่พวกเขาตัดสินใจนั้นมันชั่วแท้ๆ(59)”
(อันนะฮลฺ: 58-59)
ท่านคอลีฟะห์ อุมัร บิน ค็อฏฏอบ กล่าวว่า
وَاللهِ إِنْ كُنَّا فِي الْجَاهِلِيَّةِ مَا نَعُدُّ لِلنِّسَاءِ أَمْرًا حَتَّى أَنْزَلَ اللهُ فِيهِنَّ مَا أَنْزَلَ وَقَسَمَ لَهُنَّ مَا قَسَمَ
ความว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ ในยุคญาฮิลียะห์พวกเราไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องราวของสตรี จนกระทั่งอัลลอฮฺประทานอายะห์ที่เกี่ยวกับสตรีลงมา(ให้ทำดีต่อพวกนาง) และแบ่งสรรปันส่วนให้กับพวกนาง ทั้งนะฟะเกาะห์ และมรดกที่ไม่เคยได้รับในยุคญาฮิลียะห์)”
(บันทึกโดยอัลบุคอรีย์)
และสภาพเหล่านี้ของเหล่าสตรีในยุคนั้นมิได้มีแค่เพียงในคาบสมุทรอาหรับเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่แพร่หลายในหมู่ผู้ที่นับถือศาสนาอื่นอีกด้วย
ด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺ ได้ประทานเกียรติให้แก่สตรีผู้ศรัทธา ทรงมอบสถานะอันสูงส่งแก่พวกนาง และทรงกล่าวถึงพวกนางด้วยคุณลักษณะที่ดีงาม ดังต่อไปนี้
- ให้นางเป็นที่พักพิง และความสงบสุขแก่สามีของนาง ดังที่พระองค์ได้ตรัสว่า
هُوَ الَّذِي خَلَقَكُمْ مِنْ نَفْسٍ وَاحِدَةٍ وَجَعَلَ مِنْهَا زَوْجَهَا لِيَسْكُنَ إِلَيْهَا ١٨٩
[الأعراف: 189]
ความว่า “พระองค์นั้นคือผู้ที่ได้ทรงบังเกิดพวกเจ้าจากชีวิตเดียว และได้ทรงให้มีขึ้นจาก ชีวิตนั้น ซึ่งคู่ครองของชีวิตนั้น เพื่อชีวิตนั้นจะได้มีความสงบสุขกับนาง”
(อัลอะอฺรอฟ:189)
- ท่านร่อซูล ﷺ ได้กล่าวถึงลักษณะของชายที่ประเสริฐที่สุด คือผู้ที่ปฏิบัติดีต่อครอบครัวของเขาดังในฮะดีษที่ท่าน ﷺ ได้กล่าวว่า:
خَيْرُكُمْ خَيْرُكُم لِأَهْلِهِ وأَنَا خَيْرُكُمْ لِأَهْليْ
ความว่า “ผู้ที่ประเสริฐที่สุด ในหมู่พวกท่าน คือ ผู้ที่ปฎิบัติดีต่อครอบครัวของเขา และฉันเป็นผู้ที่ปฏิบัติดีที่สุดต่อครอบครัวของฉันในหมู่พวกท่าน”
(บันทึกโดยอัตติรมีซีย์)
- อัลลอฮ ได้ทรงสั่งใช้ให้บ่าวของพระองค์กระทำความดี และทรงทำให้ความดีที่ประเสริฐที่สุด คือการทำความดีต่อบิดามารดา และมารดานั้นคือผู้ที่สมควรยิ่งในการปฏิบัติดีด้วย ดังในฮะดีษที่ท่าน ﷺ ได้กล่าวว่า:
قَالَ رَجُلٌ: يَا رَسُولَ اللهِ، مَنْ أَحَقُّ مِنِّي بِحُسْنِ الصُّحْبَةِ؟ قَالَ: «أُمُّكَ» قَالَ: ثُمَّ مَنْ؟
قَالَ: «ثُمَّ أُمُّكَ» قَالَ: ثُمَّ مَنْ؟ قَالَ: «ثُمَّ أُمُّكَ» قَالَ: ثُمَّ مَنْ؟ قَالَ: «ثُمَّ أَبُوكَ»
ความว่า “ชายคนหนึ่งได้กล่าวกับท่านร่อซูล ﷺ ว่า ผู้ใดที่ฉันควรทำดีต่อเขามากที่สุด? ท่านตอบว่า “มารดาของท่าน” ชายผู้นั้นได้ถามต่อว่าหลังจากนั้นล่ะ? ท่านตอบว่า “มารดาของท่าน” เขาถามท่านต่ออีกว่า “และหลังจากนั้นคือใครครับ?” ท่านร่อซูลยังตอบอีกว่า “มารดาของท่าน” ชายผู้นั้นผู้นั้นก็ถามต่ออีกว่า “และหลังจากนั้นคือใครอีกครับ?” ท่านร่อซูลจึงตอบว่า “บิดาของท่าน”
(บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม)
- อัลลอฮฺ ทรงกำชับในเรื่องการอบรมสั่งสอนลูกสาวและดูแลนางอย่างดี เพราะการปฏิบัติดีต่อพวกเธอนั้นเป็นสาเหตุที่จะได้รับการตอบแทนด้วยกับสวนสวรรค์ของพระองค์ ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า:
مَا مِنْ رَجُلٍ تُدْرِكُ لَهُ ابْنَتَانِ، فيُحسِنُ إِلَيْهِمَا مَا صَحِبَتَاهُ أو صحبَهُما إلَّا أدخَلَتاهُ الجنَّةَ
ความว่า “ไม่มีมุสลิมคนใดที่เขามีบุตรสาว 2 คน และเขาอบรมดูแลเธอทั้งสองเป็นอย่างดี เว้นแต่บุตรสาวทั้งสองนั้นจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาได้เข้าสวนสวรรค์”
(บันทึกโดยอิบนุมาญะฮฺ)
- หนึ่งในรูปแบบการให้เกียรติแก่สตรีของอิสลาม คือ การที่อิสลามให้สิทธิแก่พวกนางในการได้รับมรดก และอััลลอฮฺ ได้ทรงกล่าวถึงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ในคัมภีร์ของพระองค์
- อัลลอฮฺ ได้ทรงประทานซูเราะห์หนึ่ง ซึ่งเป็นชื่อของสตรี คือซูเราะห์มัรยัม และอีกหนึ่งซูเราะห์ซึ่งเล่าถึงเรื่องราวของผู้หญิง คือ ซูเราะห์อัลมุญาดะละห์
- อัลลอฮฺ ได้ทรงตรัสถึงบทบาทของแม่ ภรรยา และพี่สาวน้องสาวไว้ในอัลกุรอ่าน ในเรื่องราวของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม ดังที่อัลลอฮฺ ตรัสว่า
وَأَوْحَيْنَا إِلَى أُمِّ مُوسَى أَنْ أَرْضِعِيهِ فَإِذَا خِفْتِ عَلَيْهِ فَأَلْقِيهِ فِي الْيَمِّ وَلَا تَخَافِي وَلَا تَحْزَنِي
إِنَّا رَادُّوهُ إِلَيْكِ وَجَاعِلُوهُ مِنَ الْمُرْسَلِينَ٧
[القصص: 7]
ความว่า “และเราได้ดลใจแก่มารดาของมูซา จงให้นมแก่เขา เมื่อเจ้ากลัวแทนเขาก็จงโยนเขาลงไปในแม่น้ำ และเจ้าอย่าได้กลัวและอย่าได้เศร้าโศก แท้จริงเราจะให้เขากลับไปหาเจ้า และเราจะทำให้เขาเป็นหนึ่งในบรรดารอซูล”
(อัลเกาะศ็อศ:7)
และพระองค์ทรงตรัสว่า
وَقَالَتْ لِأُخْتِهِ قُصِّيهِ فَبَصُرَتْ بِهِ عَنْ جُنُبٍ وَهُمْ لَا يَشْعُرُونَ١١
[القصص: 11]
ความว่า “และนางได้กล่าวแก่พี่สาวของเขา จงติดตามไปดูเขา ดังนั้น (พี่สาวของมูซา) ได้เห็นเขาแต่ไกล โดยที่พวกเขาไม่รู้”
(อัลเกาะศ็อศ:11)
โดยที่พระองค์ทรงกล่าวถึงทั้งสอง (แม่และพี่สาวของท่านนบีมูซา ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดานบีที่มีความขันติ อดทน) เพื่อเป็นการให้เกียรติแก่ทั้งสอง
- อัลลอฮฺ ทรงยกย่องสตรีที่ดี (ซอลิฮะห์) และมีความอดทนต่อบททดสอบ ให้เป็นอุทาหรณ์แก่บรรดาผู้ศรัทธา อัลลอฮฺ ตรัสว่า
وَضَرَبَ اللهُ مَثَلًا لِلَّذِينَ آمَنُوا امْرَأَتَ فِرْعَوْنَ إِذْ قَالَتْ رَبِّ ابْنِ لِي عِنْدَكَ بَيْتًا فِي الْجَنَّةِ
وَنَجِّنِي مِنْ فِرْعَوْنَ وَعَمَلِهِ وَنَجِّنِي مِنَ الْقَوْمِ الظَّالِمِينَ١١
[التحريم: 11]
ความว่า “และอัลลอฮฺ ทรงยกอุทาหรณ์แก่บรรดาผู้ศรัทธาถึงภริยาของฟิรเอานฺ และเมื่อนางได้กล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงโปรดสร้างบ้านหลังหนึ่งให้แก่ข้าพระองค์ ณ ที่พระองค์ท่านในสวนสวรรค์ และทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากฟิรเอานฺ และการกระทำของเขา และทรงโปรดช่วยข้าพระองค์ ให้พ้นจากหมู่ชนผู้อธรรม”
(อัตตะหฺรีม:11)
- อัลลอฮฺ ทรงกล่าวชมเชยบรรดาสตรีที่มีความละอาย อัลลอฮฺ ตรัสว่า
فَجَاءَتْهُ إِحْدَاهُمَا تَمْشِي عَلَى اسْتِحْيَاءٍ قَالَتْ إِنَّ أَبِي يَدْعُوكَ لِيَجْزِيَكَ أَجْرَ مَا سَقَيْتَ لَنَا
فَلَمَّا جَاءَهُ وَقَصَّ عَلَيْهِ الْقَصَصَ قَالَ لَا تَخَفْ نَجَوْتَ مِنَ الْقَوْمِ الظَّالِمِينَ٢٥
[القصص: 25]
ความว่า “นางคนหนึ่งในสองคนได้มาหาเขา เดินมาอย่างขวยเขินแล้วกล่าวขึ้นว่า คุณพ่อของฉันขอเชิญท่านไป เพื่อตอบแทนค่าแรงแก่ท่านที่ได้ช่วยตักน้ำให้แก่เรา ครั้นเมื่อเขา(มูซา) ได้มาหาเขา(นบีชุอัยบฺ) และได้เล่าเรื่องราวแก่เขา เขากล่าวว่า ท่านไม่ต้องกลัว ท่านได้หนีพ้น จากหมู่ชนผู้อธรรมแล้ว”
(อัลเกาะศ็อศ:25)
ซึ่งการกล่าวถึงความละอายในอายะฮฺนี้เป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นถึงความละอายสำหรับบรรดาสตรี
- หนึ่งในรูปแบบการให้เกียรติแก่สตรีของอิสลาม คือ ความเท่าเทียมของชายและหญิงในด้านบทบัญญัติ ยกเว้นในกรณีที่มีหลักฐานกล่าวถึงบทบัญญัติที่เจาะจงเฉพาะบรรดาสตรี
- อัลลอฮฺ ได้ทรงสัญญาแก่บรรดาสตรีที่ปฏิบัติความดีงามว่าเธอจะได้รับสวนสวรรค์เป็นสิ่งตอบแทน อัลลอฮฺ ตรัสว่า
إِنَّ الْمُسْلِمِينَ وَالْمُسْلِمَاتِ وَالْمُؤْمِنِينَ وَالْمُؤْمِنَاتِ وَالْقَانِتِينَ وَالْقَانِتَاتِ وَالصَّادِقِينَ
وَالصَّادِقَاتِ وَالصَّابِرِينَ وَالصَّابِرَاتِ وَالْخَاشِعِينَ وَالْخَاشِعَاتِ وَالْمُتَصَدِّقِينَ وَالْمُتَصَدِّقَاتِ
وَالصَّائِمِينَ وَالصَّائِمَاتِ وَالْحَافِظِينَ فُرُوجَهُمْ وَالْحَافِظَاتِ وَالذَّاكِرِينَ اللهَ كَثِيرًا وَالذَّاكِرَاتِ
أَعَدَّ اللهُ لَهُمْ مَغْفِرَةً وَأَجْرًا عَظِيمًا٣٥
[الأحزاب: 35]
ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้นอบน้อมชายและหญิงบรรดาผู้ศรัทธาชายและหญิง บรรดาผู้ภักดีชายและหญิง บรรดาผู้สัตย์จริงชายและหญิง บรรดาผู้อดทนชายและหญิง บรรดาผู้ถ่อมตัวชายและหญิง บรรดาผู้บริจาคทานชายและหญิง บรรดาผู้ถือศีลอดชายและหญิง บรรดาผู้รักษาอวัยวะเพศของพวกเขาที่เป็นชายและหญิง บรรดาผู้รำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากที่เป็นชายและหญิงนั้น อัลลอฮฺได้ทรงเตรียมไว้สำหรับพวกเขาแล้ว ซึ่งการอภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวง”
(อัลอะฮฺซาบ:35)
- อัลลอฮฺ ทรงห้ามการทำร้ายสตรีผู้ศรัทธา อัลลอฮฺ ตรัสว่า
إِنَّ الَّذِينَ يَرْمُونَ الْمُحْصَنَاتِ الْغَافِلَاتِ الْمُؤْمِنَاتِ لُعِنُوا فِي الدُّنْيَا وَالْآخِرَةِوَلَهُمْ عَذَابٌ عَظِيمٌ٢٣
[النور: 23]
ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้กล่าวโทษบรรดาหญิงบริสุทธิ์หญิงไม่รู้เรื่องอะไร หญิงผู้ศรัทธา พวกเขาถูกสาปแช่งทั้ง ในโลกนี้และโลกหน้า และสำหรับพวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างมหันต์”
(อันนูร:23)
- ท่านร่อซูล ﷺ ได้กล่าวสั่งเสียให้ปฏิบัติกับบรรดาสตรีด้วยความอ่อนโยน โดยท่านกล่าวว่า “ท่านจงอ่อนโยนกับบรรดาสตรี เพราะพวกนางมีความบอบบางดั่งแก้ว”
- ท่านร่อซูล ﷺ ได้กล่าวให้ข้อคิดแก่บรรดาสตรีในวันสำคัญต่างๆ เช่น วันอีด
خَرَجَ رَسُولُ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَسَلَّمَ فِي أَضْحَى-أَوْ فِطْرٍ- إِلَى الُمصَلَّى،
فَمَرَّ عَلَى النِّسَاءِ، فَقَالَ: “يَا مَعْشَرَ النِّسَاءِ تَصَدَّقْنَ، فَإِنِّي أُرِيتُكُنَّ أَكْثَرَ أَهْلِ النَّار
ความว่า “ท่านร่อซูล ﷺ ได้ออกไปยังมุศอลลา(สถานที่ละหมาด) ในวันอีดิ้ลอัฎฮาและอีดิ้ลฟิฏรฺ และเมื่อท่านเดินผ่านบรรดาสตรี ท่านกล่าวว่า “โอ้บรรดาสตรีเอ๋ย พวกเธอจงทำการบริจาคเถิด แท้จริงฉันเห็นพวกเธอส่วนมากนั้นเป็นชาวนรก”
(บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม)
- ให้บรรดาสตรีมีสิทธิในการซื้อขาย และการครอบครอง โดยอยู่ภายใต้ข้อบังคับของศาสนา
- ศาสนาอิสลามสั่งใช้ให้บรรดาสตรีประจำอยู่ในบ้านของเธอ เพื่อเป็นการปกป้องและให้ความปลอดภัยแก่เธอ โดยให้ผู้ชายเป็นผู้รับผิดชอบในการเลี้ยงดูและหาเลี้ยงชีพ
- ศาสนาอิสลามได้ให้เกียรติแก่บรรดาสตรี โดยกำหนดให้การแต่งงานนั้นจะต้องมีวะลีย์(ผู้ปกครอง) และพยานสองคน นอกจากนั้นยังกำหนดให้ฝ่ายชายเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายมะฮัร(สินสอด) อีกด้วย
- หนึ่งในรูปแบบการให้เกียรติแก่สตรีของอิสลาม คือ การที่อัลกุรอ่านถูกประทานลงมา ซึ่งมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบรรดาสตรี เช่น ความสะอาด การหย่าร้าง อัลอิดดะฮฺ(การรอคอยของสตรีหลังจากการหย่าร้างหรือสามีของเธอเสียชีวิต) และสิทธิต่างๆของมุสลิมะห์
จากหนังสือ “มันฮัจญ์มุคตะศ็อรลินนิซาอฺฟีย์อัตตัรบียะห์วัลอาด้าบ”
منهج مختصر للنساء في التربية والآداب
อัล-อิศลาหฺ สมาคม บางกอกน้อย
ฟื้นฟู เผยแผ่ และอนุรักษ์อิสลาม
